Black Ribbon

กลุ่มเหล็กหนุนยกเครื่อง มอก. ดันมาตรฐานไทยเทียบสากล รับก่อสร้างยุคใหม่

06 กรกฎาคม 2569
กลุ่มเหล็กหนุนยกเครื่อง มอก. ดันมาตรฐานไทยเทียบสากล รับก่อสร้างยุคใหม่
  • กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ส.อ.ท. สนับสนุนการปรับปรุงมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เหล็กเส้นครั้งใหญ่ในรอบ 25 ปี เพื่อยกระดับความปลอดภัยและคุณภาพให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล
  • ร่าง มอก. ฉบับใหม่กำหนดให้ใช้กระบวนการผลิตที่ทันสมัย (เตา BO และ EF) พร้อมเพิ่มข้อกำหนดด้านคุณสมบัติทางกล เคมี และการทดสอบความล้า (Fatigue Test) เพื่อรองรับการก่อสร้างยุคใหม่ เช่น อาคารสูงและโครงสร้างต้านแผ่นดินไหว
  • การยกเครื่องมาตรฐานครั้งนี้อ้างอิงมาตรฐานสากลจากญี่ปุ่น (JIS) จีน (GB) และ ISO เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพเหล็กไทย และผลักดันอุตสาหกรรมเหล็กสู่ความยั่งยืน

การยกระดับมาตรฐานเหล็กเส้นของไทยกำลังเป็นอีกก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมเหล็กและภาคก่อสร้าง หลังกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ออกมาสนับสนุนการปรับปรุงมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เหล็กเส้น โดยย้ำว่ามีเป้าหมายเพื่อยกระดับความปลอดภัยสาธารณะและมาตรฐานอุตสาหกรรมไทยให้ทัดเทียมระดับสากล

หนุน มอก.ใหม่ ยกระดับมาตรฐานเทียบสากล

นายบัณฑูรย์ จุ้ยเจริญ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ส.อ.ท. เปิดเผยว่า กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กสนับสนุนกระทรวงอุตสาหกรรมและสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ในการปรับปรุงมาตรฐาน มอก.เหล็กเส้น ภายหลังคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) มีมติเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 กำหนดให้ มอก. 24 เหล็กข้ออ้อย ซึ่งเป็นวัสดุโครงสร้างหลักของงานก่อสร้าง ต้องผลิตด้วยกระบวนการ Basic Oxygen (BO) และ Electric Arc Furnace (EF) เท่านั้น

ทั้งนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กเห็นว่าการสื่อสารและการวิพากษ์วิจารณ์บางส่วนอาจทำให้สังคมเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าการแก้ไข มอก.ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อกีดกันหรือเอื้อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการบางราย ทั้งที่สาระสำคัญคือการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพของเหล็กเส้นไทย

ยกเครื่องครั้งแรกในรอบกว่า 25 ปี

นายบัณฑูรย์ กล่าวว่า มาตรฐาน มอก.เหล็กเส้นของไทยไม่ได้ปรับปรุงสาระสำคัญมานานกว่า 25 ปี นับตั้งแต่ปี 2543 ทั้งที่มาตรฐานการออกแบบอาคารและสิ่งก่อสร้างได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยเฉพาะการรองรับอาคารสูง สะพาน รถไฟความเร็วสูง รวมถึงมาตรฐานการออกแบบอาคารต้านทานแผ่นดินไหว ซึ่งต้องใช้เหล็กที่มีความเหนียวและสามารถรองรับแรงกระทำซ้ำได้ดีขึ้น

แม้ในปี 2559 จะมีการปรับปรุง มอก.เพื่อเพิ่มกรรมวิธี IF แต่ยังไม่ได้ยกระดับข้อกำหนดด้านคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ให้สอดรับกับเทคโนโลยีการก่อสร้างสมัยใหม่

ขณะเดียวกัน มาตรฐานเหล็กเส้นของไทยได้กำหนดให้ควบคุมทั้ง กระบวนการผลิตต้นทาง และ การทดสอบคุณสมบัติปลายทาง มาตั้งแต่ปี 2515 ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับมาตรฐานผลิตภัณฑ์วิศวกรรมด้านความปลอดภัยในหลายประเทศ

เพิ่มข้อกำหนดเข้ม เทียบญี่ปุ่น-จีน

สำหรับร่าง มอก.ฉบับใหม่ คณะอนุกรรมการ กว.84/1 และคณะ กว.84 ได้นำมาตรฐานของญี่ปุ่น (JIS) จีน (GB) และ ISO มาใช้เป็นต้นแบบ โดยมีการยกระดับข้อกำหนดสำคัญหลายด้าน

ทั้งการเพิ่มขนาดเหล็กข้ออ้อยสูงสุดจาก 40 มิลลิเมตร เป็น 50 มิลลิเมตร การยกระดับสมบัติทางกล เพิ่มค่าความต้านแรงดึงที่จุดครากในเหล็กเกรดสูงสุด รวมถึงเพิ่มคุณสมบัติรองรับแรงกระทำแบบซ้ำเพื่อรองรับสถานการณ์แผ่นดินไหว

นอกจากนี้ ยังเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมส่วนประกอบทางเคมี จากเดิมควบคุม 4 ธาตุ เป็น 5 ธาตุ โดยเพิ่มการควบคุมธาตุซิลิคอน พร้อมลดค่าฟอสฟอรัสและกำมะถัน ซึ่งเป็นธาตุมลทิน ให้ต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ

ด้านกระบวนการผลิต กำหนดให้ใช้เฉพาะ Basic Oxygen และ Electric Arc Furnace พร้อมกำหนดให้เหล็กเกรดรองรับแผ่นดินไหวต้องผ่านกระบวนการปรุงเหล็ก (External Refining) ไม่อนุญาตให้ใช้การเพิ่มความแข็งแรงแบบชุบแข็งผิว และเป็นครั้งแรกที่กำหนดให้มีการทดสอบความล้าของวัสดุ (Fatigue Test) ตามมาตรฐาน ISO

ชี้เป้าหมายเพื่อความปลอดภัย-พัฒนาอุตสาหกรรม

นายบัณฑูรย์ กล่าวว่า กระบวนการผลิตแบบ Basic Oxygen และ Electric Arc Furnace สามารถควบคุมส่วนประกอบทางเคมี สิ่งเจือปน และรองรับกระบวนการทำให้เหล็กบริสุทธิ์ได้ดีกว่า จึงเป็นพื้นฐานสำคัญของการผลิตเหล็กคุณภาพสูงที่ใช้กันในมาตรฐานระดับสากล

จึงเห็นว่ามติของ กมอ.เป็นการเติมเต็มมาตรฐานเหล็กเส้นไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล รองรับการก่อสร้างสมัยใหม่และความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

พร้อมกันนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กยังย้ำว่า การกำหนดกระบวนการผลิตควบคู่กับการทดสอบคุณสมบัติผลิตภัณฑ์ เป็นแนวปฏิบัติที่ใช้ในมาตรฐานวิศวกรรมระดับโลกมาอย่างต่อเนื่อง และประเทศไทยเองก็กำหนดหลักการดังกล่าวไว้ในมาตรฐานเหล็กเส้นมาตั้งแต่ปี 2515

ปูทางอุตสาหกรรมเหล็กไทยสู่ความยั่งยืน

นายบัณฑูรย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การปรับปรุง มอก.เหล็กเส้นครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับความปลอดภัยของสิ่งก่อสร้าง สร้างความเชื่อมั่นต่อคุณภาพเหล็กเส้นไทย และยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ไม่ใช่การเอื้อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการรายใด

นอกจากนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กยังสนับสนุนแนวทางการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมเหล็กไทยไปสู่การผลิตด้วย Electric Arc Furnace และการใช้พลังงานสีเขียว ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของประเทศผู้ผลิตเหล็กรายสำคัญของโลก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ควบคู่กับการยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กไทยสู่ความยั่งยืนในระยะยาว


แหล่งที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.